คำอุทิศ

หนังสือเล่มนี้อุทิศให้กับบุคคลพิเศษ ٣ กลุ่ม ถ้าปราศจากบุคคล ٣ กลุ่มนี้การพิมพ์ก็อาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้แด่คุณแม่และคุณพ่อสำหรับความยึดมั่นบนพระวจนะของพระเจ้าและ ต่อกลุ่มที่ยืนยันบนหลักคำสอนอันบริสุทธิ์ และต่อกลุ่มที่ไม่ประนีประนอมในการยอมรับของพระวจนะของพระเจ้า และหลักการของพระวจนะ ซึ่งพวกนี้ได้นำมาประยุกย์ในทุกๆด้านของชีวิต สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ได้เข้ามาหาผมเพื่อสิทธิอำนาจอันสูงยิ่งของพระเจ้าได้ทรงเรียกผมเข้ามารับใช้พระเจ้าอย่างเต็มเวลา ผมคิดว่าพระเจ้าได้ทำเพื่อฝึกและเพื่อให้คุณพ่อ คุณแม่ที่ท่านยืนหยัดบนความจริงที่ไม่ผิดพลาดของพระวจนะจองพระเจ้า

สำหรับภรรยาที่รักของผม, มอลลี่ ผู้ที่เป็นคนหนึ่งที่เห็นด้วยทุกแง่มุมของชึวิตการแต่งงานและการมีส่วนร่วมในพันธกิจการรับใช้ของการทรงสร้าง ความจริงใจของเธอ การอุทิศตัวอย่างคริสเตียน และการเสียสละ เพื่อคำนึงถึงการเข้าร่วมในการรับใช้ที่สำคัญนี้ของผมสามารถสรุปได้ด้วยคำของนางรูทใน นางรูธ ١:١٦, “ขอแม่อย่าวิงวอนให้ฉันจากแม่หรือเลิกติดตามแม่ไปเลย เพราะแม่จะไปไหนฉันจะไปด้วย และแม่จะอาศัยอยู่ที่ไหนฉันก็จะอยู่ที่นั่นด้วย ญาติของแม่จะเป็นญาติของฉัน และพระเจ้าของแม่ก็จะเป็นพระเจ้าของฉัน” ภรรยาผมได้รับความสามารถพิเศษจากพระเจ้าและความรักของเธอสำหรับเด็กๆก็ได้รับการอวยพรและก็ได้ทำให้ผมได้มีเวลาในการประกาศพระวจนะพระเจ้าในฐานะที่เป็นพระผู้สร้างให้กับคนทั้งหลายในส่วนต่างๆของโลก

การแสดงความขอบคุณ

ในฐานะที่หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ได้เขียนจากประสบการณ์ที่สูงสุดของผมเป็นระยะเวลา ١٠ ปีที่ได้รับจากการทำพันธกิจการทรงสร้างในประเทศออสเตรเลียสิ่งนี้เป็นงานที่ไม่ง่ายในการที่จะกล่าวถึงบุคคลทั้งหลายที่ได้ช่วยเหลือและทำให้เกิดผลตลอดระยะเวลาในการรับใช้ เมื่อพวกเราได้เริ่มพันธกิจสมาคมวิทยาศาสตร์การทรงสร้างในประเทศออสเตรเลียเราก็ไม่ได้ตระหนักอย่างแน่นอนว่าผลที่จะเกิดขึ้นในการทำพันธกิจนี้จะมีความแตกต่างในส่วนอื่นๆของโลก ผู้ร่วมงานของผม ศาสตราจารย์ ยอห์นเรนเดล-ชอร์ท ดร.ยอห์น ออสกูด ดร.แอนดรู สเนลลิ่ง และ ดร.สตีฟ กูสเตฟสันจะจดจำการวิจัยและการบรรยายของเขาได้ว่ามีประโยชน์อย่างมากต่อผมในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ผมอยากจะขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อ คุณ ดับเบิลยูเอฟจี แกดชี่ สาธุคุณ พี แกดชี่ คุณ โรเบิร์ต ดูเลน และ ดร.เล็น มอรีส สำหรับการตรวจทานและปรับปรุงต้นฉบับ ผมขอขอบคุณด้วยใจจริง เพื่อนที่รัก ดร.คาร์ล ไวท์แลนด์ ทั้งๆที่เป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่ร้ายแรงทางรถยนต์ ท่านก็ได้ช่วยผมตรวจทานต้นฉบับหลายครั้ง การแนะนำของท่านทั้งหลายก็ได้รวบรวมอยู่ในหนังสือเล่มนี้และก็เป็นการขัดเกลา ซึ่งผมไม่ต้องทำด้วยตัวผมเอง ขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับเลขาของผมสองคนที่เสียสละคือ

แครอล แวน ลูนสำหรับการพิมพ์และพิมพ์สอบทานต้นฉบับ ขอบคุณต่อมากาเร็ต บักคานาน สำหรับการตรวจสอบที่ยอดเยี่ยมและละเอียดถี่ถ้วนในการที่ใช้เวลามากมายเพื่อที่จะรวบรวมต้นฉบับเข้าด้วยกัน ผมอยากขอขอบคุณเพื่อนที่ดีของผมและสมาคมวิทยาศาสตร์การทรงสร้างที่เป็นนักศิลปะชื่อสตีฟ แคนดโน สำหรับการใช้ของประทานที่พระเจ้าให้ในการเขียนภาพแสดงตลอดทั้งเล่ม รูปเหล่านี้ได้ใช้ในแผ่นใสในการบรรยายของผมที่มีประสิทธิภาพอย่างมากมายชื่อของดร.แกรี่ ปาร์กเกอร์ได้ปรากฏบางคราวตลอดหนังสือเล่มนี้ ดร.ปาร์กเกอร์เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในการด้านการกำเนิดของโลกและเป็นผู้แต่งหนังสือ ผมได้สิทธิพิเศษจากท่านในการรู้พื้นฐานต่างๆในประเทศออสเตรเลียและประเทศสหรัฐอเมริกา ประสบการณ์มากมายเหล่านี้ได้ร่วมกันและมีส่วนช่วยอย่างมากในหนังสือเล่มนี้

ที่สุด ผมอยากขอขอบคุณอย่างจริงใจต่อ ดร.เฮ็นรี่ มอร์ริส จากสถาบันการวิจัยการกำเนิด หนังสือของท่านชื่อว่า”The Genesis Record” ได้มีอิทธิพลมากมายต่อชีวิตผม ในความเคารพผมรู้สึกว่าได้ประโยชน์ และไม่มีข้อสงสัยในทุกหน้าของหนังสือเล่มนี้ และเพื่อๆทุกคนและผู้ร่วมงานของผม ที่ได้ผูกพันกับผมอย่างเหนียวแน่นเป็นเวลานานร่วมปี ขอขอบคุณ ผมอยากขอขอบคุณเพื่อนที่ดีของผมและสมาคมวิทยาศาสตร์การทรงสร้างที่เป็นนักศิลปะชื่อสตีฟ แคนดโน สำหรับการใช้ของประทานที่พระเจ้าให้ในการเขียนภาพแสดงตลอดทั้งเล่ม รูปเหล่านี้ได้ใช้ในแผ่นใสในการบรรยายของผมที่มีประสิทธิภาพอย่างมากมายชื่อของดร.แกรี่ ปาร์กเกอร์ ได้ปรากฏบางคราวตลอดหนังสือเล่มนี้ ดร.ปาร์กเกอร์ เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในการด้านการกำเนิดของโลกและเป็นผู้แต่งหนังสือ ผมได้สิทธิพิเศษจากท่านในการรู้พื้นฐานต่างๆในประเทศออสเตรเลียและประเทศสหรัฐอเมริกา ประสบการณ์มากมายเหล่านี้ได้ร่วมกัน และมีส่วนช่วยอย่างมากในหนังสือเล่มนี้ที่สุด ผมอยากขอขอบคุณอย่างจริงใจต่อ ดร.เฮ็นรี่ มอร์ริส จากสถาบันการวิจัยการกำเนิด หนังสือของท่านชื่อว่า ”The Genesis Record” ได้มีอิทธิพลมากมายต่อชีวิตผม

ในความเคารพผมรู้สึกว่าได้ประโยชน์ และไม่มีข้อสงสัยในทุกหน้าของหนังสือเล่มนี้ และเพื่อๆทุกคนและผู้ร่วมงานของผม ที่ได้ผูกพันกับผมอย่างเหนียวแน่นเป็นเวลานานร่วมปี ขอขอบคุณ

สารบัญ

คำนำ

คำแนะนำ

บทที่ ١ กลุ่มคริสเตียนตกอยู่ภายใต้การโจมตี

บทที่ 2 วิวัฒนาการเป็นศาสนา

บทที่ 3 การสร้างโลกเป็นศาสนา

บทที่ 4 รากเหง้าของปัญหา

บทที่ ٥ พื้นฐานที่เสื่อมลง

บทที่ ٦ พระธรรมปฐมกาลมีความหมายที่สำคัญ

บทที่ ٧ ความตาย:เป็นการสาปแช่งและเป็นการอวยพร

บทที่ ٨ ความชั่วร้ายของวิวัฒนาการ

บทที่ ٩ การประกาศในโลกที่ไม่ได้เป็นคริสเตียน

บทที่ ١٠ ตื่นเถิดผู้เลี้ยง

บทที่ ١١ การทรงสร้าง น้ำท่วมโลก ไฟที่กำลังจะมา

ภาคผนวกที่ ١ –เหตุผล ٢٠ ประการ

ทำไมพรธรรมปฐมกาลและวิวัฒนาการไม่สามารถเข้ากันได้

ภาคผนวกที่ ٢ –ทำไมพระเจ้าใช้หกวัน?

คำนำ

อาจเป็นไปได้ที่คุณไม่เคยได้รับผลสำเร็จในการเอาชนะเพื่อนของคุณและได้เห็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ที่เชื่อในพระเจ้า และพระบุตรคือองค์พระเยซูคริสต์ คุณอาจมีข้อสงสัยว่าทำไมคริสตจักรของคริสเตียนโดยทั่วไปดูเหมือนว่าจะสูญเสียอะไรไปโดยความบาปของโลกเรานี้ หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงแต่จะชี้ให้เห็นถึงเหตุผลของปัญหาเหล่านี้แต่ยังให้คำตอบที่มีประสิทธิผล เมื่อคุณอ่านการวิเคราะห์สถานการณ์ของเค็น แฮมที่มีเหตุผลทางตรรกะและเป็นแนวตรงไปยังขบวนการแก้ไขที่มีวัตถุประสงค์ แล้วคุณจะมีคำถามในใจของคุณว่า “ทำไมฉันไม่คิดเช่นนั้น” ที่ได้เคยมีการเร่งผลทางนั้น สังคมก็ได้ตีตราการยอมรับแนวทางปฏิบัติมาหลายทศวรรษแล้วที่ไม่เพียงแต่จะคืบหน้าแต่ยังเป็นการทำผิดกฎหมายอย่างสมบูรณ์ เมื่อคริสจักรของกลุ่มคริสเตียนได้มีพลังที่สำคัญต่อสังคม ปัจจุบันร่องรอยเกือบทั้งหมดของมรดก คริสเตียนได้กำลังถูกกำจัดออกไปจนหมดสิ้น หลังจากที่ได้แพร่กระจายไปเหมือนสัตว์ป่าที่เป็นศัตรูเล็กน้อยต่อผู้ที่เชื่อจนถึงสี่มุมของโลก ปัจจุบันคริสเตียนอบู่ในการถดถอยในอัตราที่รวดเร็วกว่าการแพร่ขยายโดยศัตรูเหล่านั้น

จะต้องมีรากของปัญหาสำหรับสิ่งนี้ที่คริสจักรของคริสเตียนกำลังมองข้าม- รากฐานได้ไฟล์เข้ามาในวิธีการของเรา ทำไมคริสเตียนใส่ผลกระทบต่อทั้งธรรมเนียมทางสังคมและกฎหมายของรัฐบาล แต่ปัจจุบันมีหารพบว่าได้เคยเกิดขึ้นที่สหรัฐฯ ที่มีการเรียกกันว่าดินแดนแห่งเสรีภาพที่มีรัฐธรรมนูญที่ให้หลักประกันในรูปของศาสนา สิทธิของเขาเหล่านั้นจึงมีการฝ่าฝืนอย่างรุนแรง

เคน แฮมได้เข้าถึงก้นบึ้งของปัญหาในหนังสือนี้ เขาได้แสดงว่าเราจะต่อสู้อย่างง่ายๆกับอาการของรากปัญหาที่มองข้ามอย่างไร ทำไมเราไม่เคยที่จะโน้มน้าวโลกของความบาปในการละทิ้ง การหย่าร้าง การรักร่วมเพศ ภาพอันไม่เหมาะสม และยาเสพติดอย่างไร เคนแฮมได้ชี้ให้เห็นความจริงที่สำคัญอย่างยิ่งของเนื้อหาสาระ ความเป็นเหตุที่แหลมคมจนที่ศาสนาที่ใหญ่ๆได้เคยหลอกลวงและได้เคยล้มลงในความทรงจำ

ด้วยว่าการศึกษาเอกชนและแม้แต่การสอยในโรงเรียนพระคริสตธรรมที่เกี่ยวกับวิวัฒนาการหรือกฎความโน้มถ่วงของโลกเป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนได้เชื่อว่าสิ่งนี้จะต้องเป็นการอธิบายที่เกี่ยวกับธรรมชาจิสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างจนกระทั่งลืมเรื่องพระเจ้า ในทุกทาง พวกเขารู้ว่าบัญญัติ ١٠ ประการที่พระเจ้าได้ให้แก่มนุษย์เป็นเพียงการขัดขวางรูปแบบการมีเพศสัมพันธ์ดังนั้นพวกเขาได้ล้มเลิกข้อกำหนดเหล่านั้น เขาได้ดัดแปลง ศีลธรรมรูปแบบใหม่ ถ้าเป็นความรู้สึกที่ดีทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้รับหรือต้องการโดยปราศจากความเข้าใจ ถ้าไม่มีพระผู้สร้าง ก็จะไม่มีจุดประสงค์ในชีวิตดังนั้นไม่มีใครที่จะมองมาที่เราที่เขาจะนั้นเราตะตีองรับผิดชอบในการกระทำของเรา ดังนั้นเราจะมาสู่รากปัญหาของสังคม เมื่อพระเจ้าเป็นผู้สร้างได้ถูกเอาออกไปจากภาพนี้ ก็ไม่มีความสมบูรณ์ และมนุษย์ได้เป็นผู้ที่ไม่มีจุดหมายในความไร้จุดประสงค์ในจักรวาลถูกนำไปในความไม่แน่นอนของอารมณ์และสถานการณ์ชั่วขณะใดขณะหนึ่ง

ในแบบเฉพาะเคนแฮมได้แสองว่าปฐมกาลเป็นเรื่องราวที่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เป็นจริงที่ได้สนับสนุนโดยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ยิ่งกว่านั้นเคนแฮมได้แสดงการถามเกี่ยวกับหนังสือที่เป็นรากฐานของพระคัมภีร์เป็นอย่างไร แม้แต่โดยคริสเตียนหลายคนได้เคยนำไปสู่การเสื่อมถอยของสังคมเพื่อว่าเพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ทางศีลธรรมที่ยอมรับบนฐานของ”.ความเหมาะสมที่สุดในความรอด” “ทำสิ่งใดด้วยคุณเอง” และ “ถ้ามันรู้สึกว่าดี ให้ทำมัน” “ไม่มีศีลธรรมที่สมบูรณ์”

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่คริสเตียนทั้งหลายต้องอ่าน เป็นหนังสือที่ให้รูปแบบคำถามอย่างมากต่อคำถามธรรมดาของคนที่ไม่เชื่อและแนะนำพ่อแม่ผู้ที่เตรียมบุตรหลานในการเผชิญกับความไม่เห็นด้วยกับทางโลก แฮมได้เรียกร้องถึงประสบการณ์อันมีคุณค่าในการตอบคำถามในช่วงเวลาที่เขาได้บรรยายทั่วทั้งอเมริกาและออสเตรเลีย ลูเธอร์ ดี. ซันเดอร์แลนด์

คำแนะนำ

ผมได้รับการเลี้ยงดูมาในครอบครัวคริสเตียนที่พระคัมภีร์ได้ถูกยอมรับว่าไม่มีข้อผิดพลาดและไม่มีข้อผิด พระวจนะของพระเจ้าที่ได้ให้พื้นฐานแก่หลักการที่นำไปใช้ในทุกด้านของชีวิต ผมจำได้ถึงความขัดแย้งเมื่อผมเป็นนักเรียนชั้น ม. ปลาย ผมได้รับการสอนเกี่ยวกับทฤษฎีวิวัฒนาการ ถ้าพระธรรมปฐมกาลไม่ได้เป็นจริงอย่างแท้จริง แล้วผมจะเชื่อส่วนไหนของพระคัมภีร์

พ่อและแม่ของผมรู้ว่าการวิวัฒนาการนั้นผิดเพราะว่าเป็นสิ่งที่ผิดชัดเจนไปจากปฐมกาลที่พระเจ้าได้ให้ความละเอียดแก่เราในการทรงสร้างโลก รายละเอียดเหล่านี้เป็นความจริงขั้นพื้นฐานที่สำคัญในความเป็น คริสเตียน ณ เวลานั้น โดยสถาบันสำหรับการวิจัยการทรงสร้างเกี่ยวกับกระแสของความมั่งคั่งของสิ่งต่างๆต่อประเด็นการทรงสร้างและการวิวัฒนาการได้เกิดขึ้นรั้นไม่มีข้อมูล ผมได้เรียกร้องต่อผู้รับใช้ในท้องถิ่นของผมและได้ถามเขาว่าคุณจะทำอย่างไรเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้ เขาได้บอกให้ผมยอมรับวิวัฒนาการและก็เพิ่มเข้าไปในพระคัมภีร์เพื่อว่าพระเจ้าจะได้ใช้วิวัฒนาการเพื่อที่จะนำรูปฟอร์มของชีวิตไปสู่สิ่งที่มีชีวิตอยู่ สิ่งนี้เป็นคำตอบของปัญหาที่ไม่น่าพอใจ ถ้าพระเจ้าไม่ได้หมายความสิ่งต่างๆที่พระองค์ได้ตรัสไว้ในปฐมกาล แล้วใครก็ตามจะเชื่อถือพระองค์ในพระคัมภีร์เล่มอื่นๆที่เหลือได้อย่างไร?

ผมได้กลับไปสำรวจดูปริญญาวิทยาศาสตร์ของผมและการฝึกอบรมจากครูของผมต่อปัญหานี้และได้กลับไปดูที่สิ่งที่ผมได้จดในชั้นเรียนถึงการบอกเล่าให้ผมยอมรับวิวัฒนาการ ผมไม่รู้ว่าจากมุมมองทางวิทยาศาสตร์ว่าทำไมผมถึงไม่เชื่อในวิวัฒนาการ แต่ผมรู้จากมุมมองของพระคัมภีร์ว่าเป็นสิ่งที่ผิดต่อความเชื่อของผมตกอยู่ความยากลำบาก

ก่อนที่ผมจะได้รับการนัดหมายให้สอน ผู้อำนวยการประสานงานของวิทยาลัยครูในออสเตรเลีย มิสเตอร์ กอร์ดอน โจเนส ( เป็นสมาชิกของคริสตจักรที่ผมได้ไปนมัสการ ) ได้ให้หนังสือเล่มเล็กๆแก่ผม เป็นโครงร่างของปัญหาที่เกี่ยวกับวิวัฒนาการ เขาได้บอกผมเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ว่าได้เขียนเกี่ยวกับหัวข้อเหล่านี้ ผู้แต่งหนังสือเช่น ดร. เฮ็นรี่ มอร์รีส ผมได้พยายามค้นหาหนังสือเพื่อที่จะรวมรวมเนื้อหาที่มากเท่าที่จะเป็นไปได้ เรื่อง The genesis flood แต่งโดย มอร์รีสและวิทคอม เป็นหนังสือเล่มแรกที่ผมได้อ่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อผมตระหนักว่ามีคำตอบที่ง่ายๆสำหรับภาวะวิกฤตของ การทรงสร้างและวิวัฒนาการ จากสภาวะที่แท้จริงของพระเจ้าที่ได้ออกไปและแบ่งปันข้อมูลให้แก่คนอื่นๆ ผมอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมคริสตจักรไม่ได้ทำให้คนทั่วไปตระหนักรู้ว่าข้อมูลที่ช่วยและทำให้มีความเชื่อในพระคัมภีร์

การเข้าใจถึงธรรมชาติขั้นพื้นฐานของพระคัมภีร์ปฐมกาลต่อหลักข้อเชื่อของคริสเตียนทั้งปวงได้กำลังเป็นที่กระตุ้น หนังสือเล่มนี้เป็นผลพวงของอนุกรมของการพัฒนาพระวจนะเพื่อว่าคริสเตียนจะได้เข้าใจถึงความสำคัญและความตรงประเด็นของพระธรรมปฐมกาลและธรรมชาติที่แท้จริงของการทรงสร้างและการวิวัฒนาการครั้งแล้วครั้งเล่าที่คนทั่วไปได้เข้ามาและกล่าวว่าเขาไม่ได้ตระหนักว่าพระคัมภีร์ปฐมกาลมีความสำคัญ โดยแท้จริงสำหรับพวกเขาคือความสมบูรณ์ที่ได้เปิดเผยถึงความเชื่อของเขา สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้พอใจที่จะรู้ว่าคนเหล่านี้ยังคงให้คำมั่นสัญญาเพื่อสนับสนุนการรับใช้การทรงสร้าง

หนังสือเล่มนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของพระธรรมปฐมกาล ผมอธิษฐานว่าหนังสือเล่มจะท้าทายจิตใจและหัวใจของศิษยาภิบาล ผู้รับใช้ นักวิชาการ และนักเรียน ให้คิดเหมือนกัน

บทที่ ١ กลุ่มคริสเตียนตกอยู่ภายใต้การโจมตี

หลังจากที่การบรรยายของผมจบลง ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาผมและถามว่า “คุณได้พูดอะไร… มันเกิดขึ้นฉับพลันราวกับแสงหลอดไฟส่องวาบเข้ามาที่หัวผม” เด็กผู้หญิงที่กำลังยืนอยู่ใกล้ผมได้พูดว่า “ฉันตระหนักว่าทุกวันนี้ ความเข้าใจของฉัน เกี่ยวกับคริสเตียนได้เป็นเริ่มต้น ตรงกลางของเรื่องภาพยนตร์ คุณได้นำฉันกลับไปสู่การเริ่มต้น ขณะนี้ฉันเข้าใจว่ามันมีเรื่องราวเป็นอย่างไร“ ชายวัยกลางคนได้กล่าวว่า “ข้อมูลข่าวสารเปรียบเสมือนกุญแจ มันไม่เพียงแต่ไขเพื่อเปิดเผยเหตุผล ให้รู้ว่าทำไม เราจึงมีปัญหาในสังคมปัจจุบัน มันเป็นกุญแจเพื่อจะรู้ว่าเราจะมีชีวิตที่เป็นพยานในองค์พระเยซูคริสต์ที่เกิดผลอย่างมากมายได้

ขอบคุณ” วันเหล่านี้เป็นวันที่กำลังท้าทาย สังคมทั้งหมด กำลังจะกลายเป็นสังคมที่ต่อต้านคริสเตียนอย่างมาก เราจะเห็นได้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่น ในเรื่องรักร่วมเพศ การสนับสนุนความต้องการทำแท้ง ความไม่ปรารถนาที่จะเชื่อฟัง การใช้สิทธิอำนาจ ความไม่ปรารถนาที่จะหางานทำ การแต่งงานที่ต้องห้าม เสื้อผ้าที่ต้องห้าม การเพิ่มขึ้นในสิ่งลามก และมีความไร้กฎหมายมากขึ้น คริสเตียนได้ต่อสู้เพื่ออิสระภาพของเขาเพื่อที่ได้เรียกว่าชนชาติ”คริสเตียน”สิ่งใดที่ได้เกิดขึ้นในสังคมก็เพื่อที่จะนำการเปลี่ยนแปลงต่อสิ่งเหล่านี้? ทำไมสิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่คนส่วนมากชอบเยาะเย้ยถากถางเมื่อคุณพูดเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ และเข้าใกล้สู่พระกิตติคุณ? สิ่งเหล่านี้จะต้องเป็นเหตุผลพื้นฐานเพื่อการเปลี่ยนแปลงนี้ ในหนังสือเล่มนี้ เราจะค้นหาเหตุผลพื้นฐานที่ว่า ทำไมสังคมสมัยใหม่ ได้หันเหไปจากพระเยซูคริสต์ ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ที่เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (ที่ซึ่งประสบผลสำเร็จมาแล้ว) หนทางการเรียกร้อง การมีชีวิต สำหรับพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ที่จะเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตของคุณ

หลายปีมาแล้วสังคมของเราได้มีพื้นฐานของคริสเตียนอย่างสมบูรณ์ ทุกคนรู้ว่าอะไรถูกและอะไรผิด การประพฤติ เช่นความเบี่ยงเบนทางเพศ การหย่าร้างอย่างง่ายดาย ความด้อยกฎหมาย ความต้องการในการทำแท้ง สิ่งลามกอนาจาร และ การเปลือยในที่สาธารณะ ได้ถูกพิจารณาว่า เป็นสิ่งที่ผิด มีการทำโทษหลายอย่างสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนซึ่งเขาได้ประสบโดยสังคม ที่มีคุณค่าในการตัดสิน สิ่งเหล่านี้ ได้เป็นการสร้างพื้นฐานบนหลักการเกี่ยวกับพระคัมภีร์ (เช่น บัญญัติสิบประการ) ประชาชนส่วนใหญ่ ยอมรับและเคารพความเชื่อในพระเจ้า

ในเร็วๆนี้คนส่วนมากปฏิเสธพระเจ้าในพระคัมภีร์ ในฐานะที่เป็นผู้ที่เชื่อพระเจ้าแต่ ก็ได้ละทิ้งพระเจ้าไป คนทั่วไปมีคำถามเกี่ยวกับพื้นฐานของสังคมที่ซึ่งพวกเขาอาศัยอยู่ ตัวอย่างเช่น ถ้าไม่มีพระเจ้า แล้วทำไมเขาควรที่ถูกห้ามการทำแท้ง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการ ครั้งหนึ่ง คนทั่วไปได้ละทิ้งพระเจ้าจากจิตใต้สำนึกของพวกเขา พวกเขาได้ทำการเปลี่ยนแปลงกฏทั้งหลายบนความสมบูรณ์ของคริสเตียน ซึ่งได้ยึดมั่นในพระเจ้าที่เป็นพระผู้สร้าง (และเป็นเจ้าของ) สรรพสิ่งทั้งปวง ความสมบูรณ์ คริสเตียนได้ถูกทำให้เจือจางลง หรือเอาออกไปจากพื้นฐานของสังคม และถูกแทนที่ด้วยโลกทรรศน์ที่พูดว่า “เราไม่มีการยอมรับว่า หนทางของคริสเตียนในการกระทำ (บนโลกของเราและมุมมองชีวิตต่อหลักการเกี่ยวกับพระคัมภีร์) เป็นทางเดียวเท่านั้น เราจะต้องอดทนต่อความเชื่อของศาสนาต่างๆ และหนทางการดำเนินชีวิต อย่างไรก็ตาม ‘ความอดทน’ นี้ ความหมายที่แท้จริงคือ ความไม่อดทนในความสมบูรณ์ข้อคิดเห็น ความคิดที่ผิดของความอดทนนี้ ได้คุกคามความเชื่อคริสเตียน และ คริสเตียนส่วนมาก ไม่ได้ระลึกว่าที่จริงแล้ว เกิดอะไรขึ้น”

คริสเตียนมากมายได้ถูกหลอกลวงไปในความเชื่อ พวกเขาไม่มีสิทธิในการแสดงออกถึงภาพพจน์ของสังคม พวกเราถูกมองว่า พวกต่อต้านการทำแท้งนั้นเป็นพวกที่ไม่มีงานทำ และเป็นการลำเอียงในเรื่องนี้ต่อสังคม คุณเคยได้ยินคนกล่าวเกี่ยวกับกลุ่มนิยมทำแท้งหรือเปล่า ผลคือ เป็นการลำเอียงในการแสดงออกของสังคม โดยกลุ่มนิยมทำแท้งมีความต้องการให้ถูกกฎหมายโดยสมบูรณ์ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม คุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงความจริงที่มองเห็นว่า คนบางคนกระทำกับคนบางคน ไม่มีสิ่งใดที่เป็นกลาง แม้ว่าคริสเตียนตกอยู่ในกับดักของความเชื่อ

เหมือนกับสิ่งที่เกี่ยวกับศาสนศาสตร์มากมาย และวิทยาลัยพระคัมภีร์ ที่ว่า “เราไม่ทำหลักข้อเชื่อทางศาสนาที่ซึ่งยืนอยู่กับพระธรรมปฐมกาล เราอดทนในทุกมุมมอง “แต่อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อคนบางคนเข้ามาและกล่าวว่า “คุณจะยอมให้มองว่าคุณต้องตีความปฐมกาลโดยความหมายที่แท้จริงหรือ” “ไม่เลย” เขาพูด “เราจะไม่สามารถให้มองเช่นนั้น เพราะว่าเราได้อดทนต่อทุกมุมมอง” ในความเป็นจริง พวกเขาได้นำหลักข้อเชื่อยืนยันการสอนหลักข้อเชื่อต่อนักเรียนของเขา มุมมองที่คุณมองจะต้องไม่สอนพระธรรมปฐมกาลตามความหมายที่แท้จริง ถ้าคุณไม่ต้องการที่จะทำเช่นนั้น ในการบรรยายครั้งหนึ่ง ผมได้ให้คนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงที่โกรธ “นี่ไม่ยุติธรรม คุณกำลังย้ำว่า เรานำพระคัมภีร์ปฐมกาลมาใช้โดยการตีความหมายตามตัวอักษรมาใช้ ที่แท้จริงแล้วพระเจ้าได้ทำการใน หก วัน ซึ่งวิวัฒนาการนั้นไม่จริง และมีความจริงในเหตุการณ์น้ำท่วมโลก คุณคงไม่ทนต่อมุมมองของคนทั่วไป แต่

คุณจะต้องแสดงความอดทนต่อคนทั่วไปในเรื่อง เช่น ผมผู้ซึ่งเชื่อพระเจ้าได้ใช้วิวัฒนาการ และที่ว่าพระคัมภีร์ปฐมกาลเป็นเพียงสัญลักษณ์” แล้วผมได้ถามว่า “เอาละ คุณต้องการให้ผมทำอะไร” คนนั้นได้ตอบว่า “คุณต้องยอมให้คนอื่นมอง และมีความอดทนต่อความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากคุณ”เอาละ ผมได้พูดว่า “มุมมองของฉันที่ว่าการตีความที่แท้จริงของพระธรรมปฐมกาลเป็นการมองที่ถูกต้อง มุมมองอื่นต่อพระธรรมปฐมกาล ผิดหมด คุณจะอดทนต่อมุมมองนั้นหรือไม่” คนทั่วไปดูจะตกใจ และลังเลใจ เมื่อ ผมได้ยินถึงความคิดของเขาเกือบทั้งหมดที่ว่า “ถ้าผมตอบว่า ใช่ แล้วผมได้ยอมให้เขาให้พูดกับคุณ ไม่สามารถให้คนอื่นมองเหมือนอย่างที่คุณมอง ถ้าฉันพูดว่า ไม่ แล้วผมได้เห็นชัดเจนว่า ไม่มีความอดทนต่อการมองเช่นนั้น... ผมจะทำอะไร” แล้วเขามองมาที่ฉันและได้พูดว่า “นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับความหมายทางภาษาศาสตร์” ความหมายที่แท้จริงหมายความว่า

เขาได้สูญเสียข้ออ้าง และไม่ต้องการที่จะยอมให้บทบาทที่ผมทำอยู่นั้นเปิดเผยออกมา ความจริงมีว่า เขาได้นำหลักข้อเชื่อมา ทำให้เป็นบทบาทที่ไม่ยอมรับ บางคราวคนทั่วไปอาจผิดหวัง เมื่อคำพูดตามหลักข้อเชื่อ ได้สร้างขึ้นมา พวกเขาจะพูดว่า “คุณไม่สามารถจะมีความเชื่อเช่นนั้น นี่เป็นคำพูดเกี่ยวกับหลักข้อเชื่อของเขาเอง คนหลบคนดีกว่า คนบางคนที่เป็นพวกที่หัวรั้นหัวดื้อ แต่คนอื่นไม่เป็นเช่นนั้น นี้ไม่ได้เป็นสาระที่ว่า คุณจะดื้อรั้นหรือไม่ แต่ที่หลักข้อเชื่อนั้นเป็นการตีความหมายที่เชื่อถือได้” ณ ครั้งหนึ่งมีกลุ่ม “ผู้ที่อดทน” ได้เกิดขึ้น พวกเหล่านี้ไม่ดึงดันต่อการอดทนของแนวทางศาสนาทั้งหมด ความเชื่อ และ ประเพณีปฏิบัติพวกเขากล่าวว่าเราต้องหยุดความไม่อดทนในสังคม ในการละเลยการส่งเสริมของเขาที่ได้อธิบายถึงจุดยืน มันเป็นความน่าสนใจว่าพวกเขาได้แสดงรายการทุกอย่างที่พวกเขาไม่เห็นด้วย และสิ่งเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เขาทนไม่ได้ที่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพวกคริสเตียน สิ่งที่เขาหมายถึงจริงๆแล้วเป็นสิ่งที่เขาได้ทนต่อทุกสิ่งในสังคม เว้นไว้แต่พวกคริสเตียน ความคิดของการเปิดใจมาจากการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นความจริงที่ไม่สมบูรณ์ ความจริงนั้นก็ไม่สามารถจะรู้ได้โดยสมบูรณ์ บางคนพูดว่า “ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์” เป็นการน่าขบขันที่ว่าคำมั่นสัญญานี้ได้กลายเป็นสิ่งสงบนิ่งอย่างสมบูรณ์ของพวกเขา ความคิดเช่นนั้นได้เป็นผลมาจากปรัชญาต่อต้านพระคริสตธรรมคัมภีร์ ซึ่งยึดมั่นว่าสรรพสิ่งในโลกนี้เป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กับความสมบูรณ์ของคริสเตียน – ความจริงเหล่านั้น

และมาตรฐานของพระวจนะที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้กำลังด้อยลง และลดความอดทนลงในสังคม ท้ายที่สุด ผลลัพธ์ก็จะตกอยู่กับแนวทางของพวกคริสเตียน เมื่อความสมบูรณ์ของคริสเตียนได้เป็นรากฐานของสังคม กิจกรรมที่ไร้ศีลธรรม เช่น พวกรักร่วมเพศ หรือพวกเลสเบียน และพวกลามก ก็เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ได้มีการยกระดับของหลักการพื้นฐาน สังคมของเราตั้งอยู่บนพื้นฐานสัมพันธภาพทางศีลธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถทำในสิ่งที่เขาชอบ และสามารถจะตอบคำถามให้กับตัวเอง แต่ไม่ได้ตอบคำถามให้คนอื่นจนกว่าผู้คนส่วนมากสามารถที่จะถูกชักชวนว่าพวกเขาสนใจ และไม่ได้ถูกข่มขู่ ผลลัพธ์นี้ในสังคมได้ถูกบอก

ว่า ไม่มีใครพูดได้ทุกสิ่งที่จะต่อต้านคนที่เลือกที่จะมีความเบี่ยงเบนทางเพศ จะออกไปสร้างชุมชนหรือทำในสิ่งที่เขาต้องการ (ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมาย) ซึ่งกำลังเปลี่ยนไปสู่ “ความอดทน” ของการกระทำของผู้คนทั่วไปความสมบูรณ์ของพระเจ้าได้บ่งบอกว่ามีการเหมือนการปกครอง โดยเราต้องยอมทำตาม พวกคริสเตียนไม่สามารถยืนดูสังคมโลกด้วย สัมพันธภาพที่สมบูรณ์อย่างเป็นพื้นฐานที่ คนใดคนหนึ่งหรือคนอื่นๆยอมทำตาม มีโลกทรรศน์อยู่ สองแบบที่แตกต่างกันในรากฐานความเชื่อทั้งหมด ทั้ง สองแบบก็ทำให้แตกแยกกันในสังคม สงครามที่แท้จริงได้ถูกทำให้คลุมเคลือจนเป็น สงครามฝ่ายจิตวิญญาณ ช่างน่าเศร้า ทุกวันนี้คริสเตียนส่วนมากล้มลงต่อชัยชนะในสงคราม คริสเตียนล้มเหลวที่จะรำลึกถึงธรรมชาติของสงคราม ชุมชนของผม มี ความขัดแย้งทางจิตวิญญาณซึ่งได้มีรากฐานในเรื่องจุดกำเนิด (การทรงสร้าง/ทฤษฏีวิวัฒนาการ) ถึงแม้ว่าความคิดอาจจะมีเสียงดังหรือใหม่สำหรับผู้อ่าน พระคัมภีร์และทางตรรกะ สิ่งนี้ได้ควบคุมอยู่ในสงครามของจิตใจมนุษย์ คนส่วนใหญ่มีความคิดที่ผิดเกี่ยวกับการทรงสร้างหรือทฤษฏีวิวัฒนาการ คำถามที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ แทนที่การรับรู้ถึงความจริงที่ว่า เขาได้ถูกหลอกลวงไปในความเชื่อที่ว่า วิวัฒนาการเป็นวิทยาศาสตร์ วิวัฒนาการไม่ได้เป็นวิทยาศาสตร์ทั้งหมด (ผมจะอธิบายในบทที่ สอง) มันเป็นระบบความเชื่อเกี่ยวกับอดีต

ตัวอย่าง

ซึ่งเราไม่ได้ให้มีการเข้าถึงอดีต เรามีเพียงปัจจุบัน ซากพืชซากสัตว์ทั้งหมด สัตว์ที่มีชีวิต และพืช ระบบสุริยะจักรวาล – ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นในปัจจุบัน เราไม่สามารถที่จะทดสอบอดีตได้ตรงๆ โดยการใช้กรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ (ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรายงานของสิ่งต่างๆและเฝ้าดูการเกิดขึ้นของสิ่งเหล่านั้น) เพราะพยานหลักฐานทั้งหมด ที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน เป็นความยากต่อความเข้าใจว่าเป็นแบบพิเศษการทรงสร้าง โดยนิยามมันเป็นความเชื่อเกี่ยวกับอดีต ความแตกต่างคือ การทรงสร้างเป็นพื้นฐานความเข้าใจของพวกเขาเกี่ยวกับการทรงสร้างตามหนังสือ ซึ่งเป็นการอ้างเพื่อที่จะเป็น “คำของคนหนึ่ง ผู้ซึ่งอยู่ที่นั่น” ผู้ซึ่งมีความรอบรู้ในทุกสิ่งทุกอย่าง และมีความรู้ทุกอย่างที่นั่น และผู้ซึ่งพวกเราคิดว่าเกิดอะไรขึ้น วิวัฒนาการมาจากคำของมนุษย์ ผู้ซึ่งไม่ได้อยู่ที่นั่น และที่ไม่ได้ถูกกล่าวว่าเป็นเป็นผู้รู้สัพพัญญู ประเด็นเหล่านี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นเงื่อนไขว่า เราเชื่อในพระวจนะของพระเจ้า ผู้ซึ่งอยู่ที่นั่น หรือคำที่สอนผิดที่กล่าวถึง ใครอยู่ที่นั่น สิ่งนี้เป็นเรื่องที่แปลกที่เรียกว่า ”ยุควิทยาศาสตร์” ซึ่งมีผู้ที่รู้น้อยมากว่า วิทยาศาสตร์แท้จริงคืออะไรและวิทยาศาสตร์ทำงานอย่างไรคนส่วนมากคิดว่าวิทยาศาสตร์มีความถูกต้องไม่ลำเอียงเพราะห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์มีความถูกต้องในการค้นคว้าหาความจริง อย่างไรก็ตาม วิทยาศาสตร์มีความคิดพื้นฐาน ที่ว่า ผู้ชายและผู้หญิงซึ่งก็เหมือนกับตัวผมและตัวคุณ พวกเขาเหล่านั้นมีความเชื่อและมีความลำเอียง ความลำเอียงชี้ให้เห็นว่าคุณทำขึ้นพร้อมหลักฐานโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนทางที่คุณตัดสินใจว่าหลักฐานที่แท้จริงมีความตรงไปตรงมา หรือมีความสำคัญกว่าหลักฐานอื่นๆ นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้เบี่ยงเบนความจริง พวกนักวิทยาศาสตร์เป็นผู้ที่ไม่เป็นกลางคนส่วนมากเข้าใจผิดและมีความคิดลำเอียงที่ว่า คนแต่ละคนเป็นคนลำเอียง แต่บางคนไม่เป็นเช่นนั้น พิจารณาดูพวกที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าจริงเป็นตัวอย่าง พวกคนเหล่านี้จะไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง พวกนี้สามารถจะถามว่า “พระเจ้าสร้างโลกหรือ” คำตอบคือว่า “ไม่ใช่” ตราบใดที่พวกเขาจะยอมรับว่า มันเป็นคำถามอาจจะไม่มีอะไรในเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับพระคัมภีร์ เช่น น้ำท่วมโลกของโนอาห์ แม้ว่าเขาได้พบเรือขนาดใหญ่บนเทือกเขา อารารัต เขาก็ไม่เคยยอมรับว่านี่เป็นพยานหลักฐานที่จะสนับสนุนการกล่าวอ้างของพระคัมภีร์ โดยคำนึงถึง “เรือของโนอาห์” ตราบเท่าที่เขาได้เป็นผู้ที่ลำเอียง ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งนี้ควรจะถูกเก็บไว้ในใจไม่ว่าจะเป็นอะไร เมื่อเราอ่านตำราหรือดูโปรแกรมโทรทัศน์โดยผู้ที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า ผมได้เห็นตัวอย่างมากมายเกี่ยวกับความลำเอียงในหลายทาง ผมได้จัดรายการพูดคุยในวิทยุที่เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด และวิทยุได้กล่าวประกาศว่า ผมมีเวลาเจ็ดนาทีเพื่อที่จะให้พยานหลักฐานสำหรับการสร้างโลก เขาก็ได้นั่งลงและฟัง ดังนั้นผมได้อธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับที่พระคัมภีร์ กล่าวเกี่ยวกับน้ำท่วมโลกของโนอาห์ หอบาเบล และหัวข้ออื่นๆที่เกี่ยวข้องกัน ผมได้อธิบายที่ว่าพยานหลายคนจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกันและรายงานของซากพืชซากสัตว์สนับสนุนอย่างไร ในสิ่งที่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ ถึงหลักฐานต่างๆ ของการสร้างโลกได้ถูกสำรวจให้กับผู้ที่แสดงให้เห็นว่า เรื่องราวในพระคัมภีร์นั้นเป็นความจริง ในตอนจบของเจ็ดนาที ผู้จัดรายการก็เปิดสายทางบ้าน “เอาละ ผมไม่ได้ยินหลักฐานใดๆ ของการสร้างโลกทั้งหมด มากไปกว่านั้น” แน่นอนความหมายของเขาคือว่า เขาไม่ได้เตรียมที่จะยอมรับพยานหลักฐานที่ซึ่งผมได้ให้เขา เพราะว่าเขาต้องการที่จะดึงดันในความลำเอียงของเขาผู้ที่ไม่รู้เรื่องพระเจ้า(Agnosticism)จึงเป็นผู้ที่ลำเอียง ร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาเชื่อว่าไม่มีใครเลยที่รู้ทุกสิ่งทุกอย่างแน่นอน ดังนั้น ไม่ว่าจะมีหลักฐานมากมายเพียงไรที่เขาได้ยิน เขายังจะคงพูดว่า “ผมไม่รู้” ตราบเท่าที่เขารู้เขาได้หยุดความไม่รู้ จากมุมมองที่เกี่ยวกับพระคัมภีร์จากพระธรรมโรม ผมสอนว่า พยานหลักฐานสำหรับการสร้างโลกอยู่รอบตัวเรา ดังนั้น ใครก็ตามผู้ซึ่งไม่เชื่อในการสร้างโลก และพระผู้ช่วยให้รอด ถูกตำหนิเป็นความสำคัญต่อความทรงจำที่ว่า เราไม่จำเป็นต้องเห็นพระผู้สร้างเพื่อที่จะรู้ว่าการสร้างโลกที่แท้จริงเป็นความจริงเพียงไรเพราะว่า เราไม่สามารถเห็นสถาปนิกและผู้สร้างตึก ผู้ซึ่งออกแบบและก่อสร้างบ้าน ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีความฉลาดในการออกแบบที่อยู่เบื้องหลังแต่สำหรับนักปฏิรูปซึ่งเป็นบุคคลที่เชื่อว่าพระเจ้าแห่งประวัติศาสตร์ได้เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับพระองค์เองโดยทรงเขียนหนังสือ (หนังสือซึ่งเรียกร้องกว่า สามพันครั้งเพื่อเป็นพระวจนะของพระเจ้า) ดังนั้นเราสามารถที่จะพินิจพิจารณาคำถามที่ตรงกันข้ามว่า “พระเจ้าไม่ได้เป็นผู้สร้างไม่ใช่หรือ” ไม่จริง เพราะว่าเขาเริ่มต้นที่พระสัญญาว่า พระเจ้าเป็นพระผู้สร้างและพระวจนะของพระเจ้าเป็นจริง ผู้ที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า ผู้ที่ไม่รู้และนักปฏิรูป (และผู้ที่เชื่อพระเจ้า) ยึดติดอยู่กับบทบาทเกี่ยวกับศาสนา และสิ่งที่เขาทำ ด้วยพยานหลักฐานจะได้รับการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยการตั้งสมมติฐาน (ความเชื่อ) ของศาสนาของเขาเหล่านั้น มันไม่ได้เป็นสาระว่า เขาได้ลำเอียงหรือไม่ มันเป็นคำถามที่แท้จริง ซึ่งความลำเอียงเป็นความลำเอียงที่ดีที่สุด เพราะมันจะถูกเบี่ยงเบนไปอย่างชัดเจน ตัวอย่างของความอนเอียงสามารถเห็นได้ในการศึกษาซึ่งไปในการตอบสนองต่อพันธกิจการรับใช้ของการสร้างโลก บทสนทนาต่อไปนี้ ซึ่งค่อนข้างจะเป็นรูปแบบของนักเรียนในโรงเรียนทั่วไปที่แสดงว่าความลำเอียงทั้งหมดเกี่ยวกับอะไร หลังจากการนำเสนอเกี่ยวกับการสร้างโลก นักเรียนคนหนึ่งได้เริ่มต้นว่า “ไม่มีทางที่เรื่องของโนอาห์จะเป็นความจริง เขาไม่สามารถที่จะใส่สัตว์ทั้งหมดลงไปในเรือ” ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นสิ่งที่นักเรียนผู้ซึ่งไม่รู้ว่าเรือโนอาห์นี้ใหญ่เท่าไหร่หรือจำนวนของสัตว์มีเท่าไหร่ พระเจ้ามีความต้องการเพื่อที่จะใส่สัตว์ลงไปในเรือ vแต่เขาก็ได้ตัดสินใจแล้วว่ามันเป็นความยุติธรรมซึ่งไม่เคยปรากฏ ณ เมืองหนึ่ง การสนับสนุนอย่างหลักแหลมของพันธกิจการรับใช้ในการทรงสร้างของพระเจ้าได้บอกว่า เขาได้สอนตามหลักสูตรของ มหาวิทยาลัยท้องถิ่นเกี่ยวข้องกับน้ำท่วมโลกในสมัยโนอาห์อย่างไร เป็นที่แน่นอนว่าพวกเขาได้บิดเบือนข้อมูล เขาได้กล่าวอ้างว่า ในบางเวลา บางคนอาจพบเรือของโนอาห์ ณ ที่ภูเขาอารารัต ลูกศิษย์คนหนึ่งได้หันกลับไปที่ผู้สอน และกล่าวว่า แม้ว่าเขาทั้งหลายจะได้พบหลุมใหญ่ซึ่งเหมือนกับเรือของโนอาห์บนภูเขาอารารัต และลากมาไว้บนถนนหลักของเมือง เขาก็จะยังคงปฏิเสธที่จะเชื่อ การลำเอียงของเขาก็ได้แสดงออกให้เห็นว่ามีโอกาสหลายโอกาสที่ซึ่งผมสามารถให้คำแนะนำ และการนำเสนออย่างเป็นตรรกะต่อนักเรียน นักเรียนทุกคนมองไปที่ครูผู้สอน เพื่อพยายามที่จะทำประเด็นบางอย่างที่สามารถจะแสดงในที่ที่ผมได้เข้าใจผิด เป็นการง่ายที่จะอ่านอารมณ์การแสดงออกทางใบหน้าของนักเรียน พวกเขากำลังพูดว่า นี่เป็นเหมือนการโน้มน้าวให้เชื่อ แต่ที่แน่นอน จะต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่ผิดในตัวของมันเอง เพราะว่าพวกเขาไม่ได้มีความเชื่อที่แท้จริงที่ว่าพระคัมภีร์เป็นจริง ครูผู้สอนอาจตอบสนองโดยการถามคำถามที่ว่า เสียงของนักเรียนดูราวกับว่าครูผู้สอนพิสูจน์ว่าไม่ถูกต้อง ในรายงานของนักศึกษาไม่มีหนทางอื่นใดที่ยอมให้ผมตอบคำถาม บ่อยครั้งที่นักเรียนจะหยุดการปรบมือ (วิธีของเขาในความชื่นชมยินดีมากว่าเขาคิดอะไร เป็นการปฏิเสธของผม) อย่างไรก็ตาม เป็นสิ่งที่น่าสนใจที่จะเฝ้าดูใบหน้าของเขาและเห็นเสียงของเขาเบาลง เมื่อผมสามารถตอบคำถามอย่างมีเหตุผล พวกเขากลับไปในที่ที่พวกเขายืนอยู่เริ่มแรก มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่จะเห็นว่า ส่วนมากในพวกเขาเหล่านั้น เขาได้ตัดสินใจของพวกเขาแล้ว และตัดสินใจว่า พวกเขาจะไม่เชื่อพระคัมภีร์อย่างแท้จริง บ่อยครั้งที่ผมจะถามว่า คนส่วนมากเปลี่ยนแปลงความลำเอียงอย่างไร นี่เป็นคำถามที่ดีในฐานะที่เป็นคริสเตียน หนทางเดียวที่ผมสามารถตอบคำถามที่จะพูดว่า ในบริเวณนี้มีการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระคัมภีร์ได้สอนว่า พวกเราได้เดินอยู่ในแสงสว่าง หรือในความมืด (กิจการ ٢٦.١٨) รวมกับหรือกระจัดกระจายเป็นผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ หรือ ต่อต้านพระองค์ (มัทธิว ٢:٣٠) พระคัมภีร์ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า ไม่มีใครเลยที่เป็นกลาง และสิ่งที่แต่ละคนทำมีความไม่เที่ยงตรง เพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ซึ่งมีชัยชนะและโน้มน้าวให้เชื่อ ความจริงคนทั้งหลายมันเป็นเพียงงานที่ผ่านโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งความลำเอียงของเราสามารถที่จะเปลี่ยนแปลง ในฐานะที่เป็นคริสเตียน งานของเราคือการนำพระวจนะของพระเจ้าไปยังคนทั่วไปในวิถีทางที่ชัดเจน และมีสง่าราศี และการอธิษฐานซึ่งพระวิญญาณอาจใช้คำพูดของเราเพื่อเปิดหูคนให้ได้ยินและเปิดใจต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์

BASIC INFLUENCE BIAS
ATHEISM NO GOD EXIST CAN’T CONSIDER CREATION 100%
AGNOSTIC DON’T CARE MUST EXCLUDE 100%
CAN’T KNOW DEFINITE ROLE OF
DON’T KNOW GOD OPEN?
THEISM GOD DEDUCED NO ABSOLUTES 100%
REVEALED GOD ABSOLUTE 100%
REVEALED REFERENCE
TO MAN POINTS

ผมเชื่อว่าคริสเตียนเข้าใจการลำเอียงดีกว่าคนอื่นๆ คริสเตียนทุกคนเป็นผู้ที่ครั้งหนึ่งได้สูญเสียความลำเอียงของบาปต่อพระเจ้า พวกเขาได้เห็นว่า พระเยซูคริสต์สามารถเปลี่ยนความได้อย่างไร ในขณะที่พวกเขาเปลี่ยนแปลงชีวิตผ่านทางพลังของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เหตุผลหนึ่งที่ว่าทำไมผู้ที่เชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลกมีความลำบากในการพูดสนทนาต่อผู้ที่เชื่อในทฤษฏีวิวัฒนาการ เป็นเพราะหนทางที่ลำเอียงได้มีอิทธิพลต่อหนทางที่พวกเขาได้ยินว่าพวกเขากำลังพูดถึงอะไร พวกเขาได้รับรู้แนวความคิดมาก่อนแล้ว เกี่ยวกับว่ากำลังทำอะไรและไม่มีความเชื่อ พวกเขาได้มีอคติเกี่ยวกับว่าพวกเขาต้องการอะไร เพื่อที่จะเข้าใจเมื่อคำนึงถึงคุณสมบัติทางวิทยาศาสตร์และคุณสมบัติอื่นๆ มีตัวอย่างผู้ที่เชื่อทฤษฏีวิวัฒนาการ และตัวอย่างผู้ซึ่งมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนมากหรือการตีความที่ผิดพลาดในสิ่งที่ผู้ที่เชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างโลกได้พูดออกมา พวกเขาได้ยินเราโดยผ่านทาง “หูที่เชื่อทฤษฏีวิวัฒนาการ” ไม่มีความเข้าใจในมุมมองที่คลาดเคลื่อนไปจากที่ซึ่งพวกเขาได้เชื่ออยู่ ในฐานะที่เป็นผู้ที่เชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้าง เราเข้าใจว่าพระเจ้าสร้างโลกได้อย่างสมบูรณ์ มนุษย์ล้มลงในบาป โลกถูกแช่งสาป พระเจ้าทำให้น้ำท่วมโลกในสมัยของโนอาห์ ซึ่งเป็นการพิพากษาโลก และพระเยซูคริสต์ได้เสด็จเข้ามาในโลก แล้วพระองค์ได้ทรงสละพระชนม์ชีพและแสงฟื้นคืนชีพจากความตายเพื่อรักษาทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ในอีกทางหนึ่ง ข้อมูลข่าวสารเป็นหนึ่งในการทรงสร้าง การล้มลง และการได้บาป อย่างไรก็ตาม เหตุที่ว่านักวิวัฒนาการเคยชินกับความคิดใน “ติดรูปแบบ” (ความหมายคือ โดยพื้นฐาน โลกที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นโลกแห่งความตายและดิ้นรน โลกได้กลับคืนไปประมาณล้านปีมาแล้ว) พวกเขาไม่มีความเข้าใจว่า มุมมองของประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการทรงสร้างของพระเจ้าต่อสิ่งนี้ ดร.

แกรี่ ปาสเตอร์ ได้แปลความโดยยกตัวอย่างในการโต้วาทีกับศาสตราจารย์จากโลกโทรม จากมหาวิทยาลัยในวิคเตอร์เลีย ประเทศออสเตรเลีย หนึ่งในบรรดานักวิวัฒนาการได้ปฏิเสธถึงข้อความการทรงสร้าง ในความแน่ใจของพวกเขาความไม่สมบูรณ์มีในโลกเราทุกวันนี้มากต่อการได้เคยมีการสร้างโดยผู้สร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิวัฒนาการจะไม่มีความเข้าใจแม้ว่าหลังจากที่มีความชัดเจนว่าโลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ ไม่เหมือนกับโลกที่พระเจ้าได้ทรงสร้าง เพราะเหตุว่าผลกระทบของการล้มลงในบาปและน้ำท่วมโลก เพื่อที่จะเข้าใจถึงประเด็นการทรงสร้างและวิวัฒนาการอย่างถูกต้อง เราต้องมีความเข้าใจที่สมบูรณ์ การยึดติดกับความเชื่อโดยทั้งผู้ที่เชื่อพระเจ้าทรงสร้างและผู้ที่เชื่อในทฤษฏีวิวัฒนาการ ในตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง นักชีววิทยาวิวัฒนาการ ได้กล่าวว่าถ้าพระเจ้าทรงสร้างสัตว์ทุกชนิดในวันที่ห้าและการทรงสร้างในวันที่หก ทำไมเราไม่ได้พบกับนกแก้วพาราคีต (Parakeet) และหนูในยุคแคมเบียน และทรีโลไบต์ (Trilobite) ตามชั้นหิน (Strata) ดร. ปาร์กเกอร์ได้อธิบายว่า นกแก้วพาราคีตและหนูไม่ได้มีชีวิตในสภาวะแวดล้อมที่เหมือนกันเหมือนอย่างทรีโลไบต์ ดร.ปาร์กเกอร์ได้อธิบายแก่นักวิทยาศาสตร์ว่า ข้อมูลที่บันทึกเกี่ยวกับฟอสซิลควรจะถูกได้รับรู้ในรูปของการเรียงลำดับการกระทำของน้ำท่วมโลกทั้งหลาย เพราะว่าสัตว์และพืชอาศัยอยู่ในบริเวณที่แตกต่างกัน พวกมันอาจถูกกักกันในบริเวณที่มันอยู่ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า สภาวะแวดล้อมที่มันอยู่เป็นอย่างไร อีกครั้งหนึ่ง เราได้เห็นว่าการลำเอียงส่งผลต่อความเข้าผิดที่ว่ามีสิ่งมากมายได้แสดงต่อผู้ที่เชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้าง ผู้อ่านจำเป็นต้องตระหนักว่า เมื่อเราถกเถียงการทรงสร้างและวิวัฒนาการในทั้งสองแบบ เรากำลังจะพูดถึงเรื่องความเชื่อซึ่งเป็นศาสนา ข้อโต้แย้งที่ว่าการไม่ได้เป็นศาสนากับวิทยาศาสตร์ ซึ่งผู้ที่เชื่อในวิวัฒนาการพยายามที่จะแต่งเรื่องขึ้น มันเป็นศาสนาหนึ่งกับศาสนาอื่นๆ วิทยาศาสตร์ของศาสนาหนึ่งกับวิทยาศาสตร์ของศาสนาอื่นๆ วิวัฒนาการเป็นศาสนาที่ว่าได้ทำให้เกิดความคิดของมนุษย์สูงขึ้น เราจะเห็นได้ว่า ผลของมัน (เพราะว่าการที่ปฏิเสธผู้สร้างและผู้ให้กฎเกณฑ์) เป็นความไร้กฎเกณฑ์ ไร้ศีลธรรม ความไม่บริสุทธิ์ การทำแท้ง เหยียดผิว และดูหมิ่นพระเจ้า การทรงสร้างของพระเจ้าเป็นศาสนาที่มีรากฐานอยู่บนพระวจนะของพระเจ้าและผลของมัน (ผ่านทางพระวิญญาณของพระเจ้า) เป็นความรัก ความชื่นชมยินดี ความสงบ ความอดทน ความกรุณา ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนโยน และการควบคุมตนเองประเด็นการทรงสร้างหรือการวิวัฒนาการ (ประเด็นที่พระเจ้าเป็นพระผู้สร้าง) เป็นสิ่งที่สำคัญหรือแก่นแท้ของปัญหาในสังคมโลกปัจจุบันนี้ เป็นประเด็นรากฐานซึ่งคริสเตียนจะต้องยึดมั่นไว้ ประเด็นการทรงสร้างหรือการวิวัฒนาการเป็นสิ่งที่ซึ่งทำให้เกิดสงครามแห่งความเดือดดาล

บทที่ 2 วิวัฒนาการเป็นศาสนา

ความหมายของคำว่า “นักวิวัฒนาการ” คำนี้ได้ถูกใช้อย่างกว้างขวางตลอดในบทที่จะกล่าวต่อๆไปนี้ ในส่วนอื่นๆของหนังสือนี้เราจะพูดกันในแนวความคิดของคริสเตียน ผู้ซึ่งพยายามเห็นด้วยกับแนวคิดของวิวัฒนาการและพระคริสตธรรมคัมภีร์ อย่างไรก็ตาม เหตุเพราะว่า นักวิวัฒนาการส่วนมากไม่ได้เป็นคริสเตียน ผมปรารถนาให้ผู้อ่านมีความเข้าใจว่า ความหมายของคำว่า “นักวิวัฒนาการ”ซึ่งโดยปกติก็มีความหมายถึงผู้คนเหล่านั้นที่เชื่อในวิวัฒนาการ ในการรับรู้ที่เกี่ยวกับเวลา และการเปลี่ยนแปลงและการดิ้นรนสำหรับความอยู่รอด โดยให้ความสำคัญ มากกว่าพระเจ้าในพระคัมภีร์ที่รับผิดชอบต่อชีวิตมนุษย์

ในฤดูใบไม้ร่วง คริสต์ศักราช 1985 (เล่มที่ 2, ฉบับที่ 5) ประเด็นของ The Southern Skeptic ผู้สงสัยตอนใต้ (นิตยสารทางการตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย สาขาของผู้สงสัยอเมริกา ความมุ่งหมายของเขาคล้ายกับกลุ่มนักมานุษยวิทยา อเมริกา) ได้ทุ่มเทอธิบายถึง 30 หน้า เพื่อที่จะโจมตีการรับใช้ทางวิทยาศาสตร์การทรงสร้างในประเทศออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา

ในหน้าสุดท้าย เราได้อ่านดังต่อไปนี้ “แม้ว่าถ้าพยานหลักฐานทั้งหมดยุติลง ด้วยการสนับสนุนทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์ใดก็ตามที่สอดคล้องกับพระคัมภีร์ปฐมกาล สิ่งนี้ก็เป็นเพียงการแสดงถึงความชาญฉลาดของคนฮิบรูดั้งเดิม ได้มีสามัญสำนึกหรือเป็นความโชคดี มันไม่จำเป็นต้องได้รับการอธิบายโดยพระเจ้าที่ไม่สามารถสังเกตได้” ประชาชนเหล่านั้นผู้ซึ่งโจมตีอย่างรุนแรงต่อการรับใช้เกี่ยวกับการทรงสร้างในการกล่าวว่า เราเป็นกลุ่มทางศาสนา เป็นกลุ่มศาสนาด้วยตัวกลุ่มเอง พวกเขาได้พูดโดยแท้จริงว่า แม้ว่าพยานหลักฐานทั้งหมดสนับสนุนหนังสือพระธรรมปฐมกาล พวกเขาก็ยังคงไม่เชื่อ มันได้เป็นเอกสารที่เป็นความเห็นส่วนตัว พวกเขาได้ดำเนินการตั้งสมมุติฐานว่า พระคัมภีร์ไม่ได้เป็นพระวจนะของพระเจ้า หรือไม่เคยเป็นเลย ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังไม่เชื่อว่าพยานหลักฐานเป็นอะไรและไม่มีพระเจ้า ผู้คนที่เชื่อเหล่านี้เชื่อว่า วิวัฒนาการเป็นจริง วิวัฒนาการ เป็นปรัชญาศาสนาโดยพื้นฐาน เราผู้ที่รับใช้ในการทรงสร้างได้กำลังอธิบายต่อประชาชนว่า ทั้งการทรงสร้างและวิวัฒนาการเป็นศาสนา มุมมองของชีวิต ความที่มนุษย์ได้สร้างให้กับสิ่งนี้ โดยเฉพาะทางด้านปรัชญาวิทยาศาสตร์หรือประวัติศาสตร์ ดังนั้น ประเด็นก็อยู่ที่ว่า ไม่ใช่วิทยาศาสตร์กับศาสนา แต่เป็นศาสนากับศาสนา (วิทยาศาสตร์ของศาสนาหนึ่งกับวิทยาศาสตร์ของอีกศาสนาหนึ่ง) นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงนามว่า ธีโอดอร์เซียส ดอบซานสกี้ นำความตอนหนึ่งของ ปีแอร์ เธหาส เดอร์ แธนดิน ว่า “วิวัฒนาการเป็นแสงสว่าง ซึ่งแสดงให้เห็นความจริงทั้งหมด การเปิดเผยซึ่งแนวความคิดจะต้องคล้อยตาม” แท้จริง คริสเตียนนี่เป็นการปฏิเสธโดยตรงของการกล่าวถึงพระเยซูคริสต์ ดังที่ได้เขียนไว้ใน ยอห์น 8:12 “เราเป็นแสงสว่างแห่งโลก ผู้ที่จะมาในภายหลังเราจะไม่เดินในความมืด แต่เป็นแสงสว่างแห่งชีวิต” ในพระธรรมอิสยาห์ 2:5 เราได้ถูกเตือนว่า “เดินในแสงสว่างของพระเจ้า” ในข้อที่ 22 ของบทเดียวกันนี้ กล่าวว่า “กษัตริย์ซีซาร์ มาจากมนุษย์”

มันไม่ได้มีผลกระทบมากนัก เพื่อที่จะแสดงออกว่า ทฤษฏีวิวัฒนาการไม่ได้เป็นวิทยาศาสตร์แต่เป็นศาสนา เป็นที่แน่นอนที่ว่า วิทยาศาสตร์เกี่ยวพันกับการสังเกต โดยการใช้ความรู้สึก 5 อย่าง (รส, สายตา, กลิ่น, การได้ยิน, การสัมผัส) เพื่อที่จะได้รับความรู้เกี่ยวกับโลก และมีความสามารถที่จะทำการสังเกตหลายๆครั้ง โดยธรรมชาติ เราสามารถสังเกตเพียงว่าอะไรมีอยู่ในปัจจุบัน มันเป็นงานที่ง่ายเพื่อที่จะเข้าใจว่าไม่มีนักวิทยาศาสตร์ได้นำเสนอจุดหลักที่แนะนำแห่งปี เพื่อเป็นพยาน การสนับสนุนความก้าวหน้าอย่างวิวัฒนาการของชีวิต จากสิ่งที่ธรรมดา ไปสู่สิ่งที่สลับซับซ้อน

ไม่มีนักวิทยาศาสตร์อยู่ที่นั่นเพื่อสังเกต การก่อร่างของชีวิตตอนแรกในบางบริเวณนั้น ไม่มีนักวิทยาศาสตร์อยู่ที่นั่นเพื่อสังเกต หลุมดำ เพื่อสนับสนุนการได้เกิดขึ้นเมื่อ 10 หรือ 20 พันล้านปีมาแล้ว และก็ไม่ได้สนับสนุนการก่อร่างของโลกเมื่อ 4.5 พันล้านปีมาแล้ว (หรือกว่า 10,000 ปีมาแล้ว) ไม่มีนักวิทยาศาสตร์อยู่ที่นั่น ไม่มีพยานบุคคลอยู่ที่นั่นที่จะเห็นเหตุการณ์เหล่านี้กำลังเกิดขึ้น พยานหลักฐานทั้งหมดที่นักวิทยาศาสตร์มีก็เพียงแต่ในปัจจุบันนั้น ซากพืชและสัตว์ทั้งหมด สัตว์และพืชที่มีชีวิต โลก จักรวาล ตามความเป็นจริง ทุกสิ่งทุกอย่าง ในปัจจุบันมีอยู่ขณะนี้ ผู้คนโดยเฉลี่ย (รวมทั้งนักเรียนส่วนใหญ่) ได้ถูกสอนว่านักวิทยาศาสตร์ได้มีเพียงปัจจุบัน และไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับอดีต

วิวัฒนาการเป็นความเชื่อเกี่ยวกับอดีตที่มีพื้นฐานบนคำพูดของมนุษย์ผู้ซึ่งพยายามอธิบายถึงพยานหลักฐานในปัจจุบัน (เช่น ฟอสซิลสัตว์ และพืช) ได้กำเนิดขึ้น พจนานุกรมของเว็บสเตอร์ได้นิยามคำว่า ศาสนา คำนี้ว่า “เหตุ, หลักการ, หรือ ระบบความเชื่อที่ติดยึดกับความศรัทธา” แน่นอน นี่เป็นการพรรณนาถึงวิวัฒนาการ วิวัฒนาการเป็นระบบความเชื่อ นั่นคือ ศาสนา มันเป็นเพียงสามัญสำนึกที่จะเข้าใจว่า ไม่มีใครขุดซากของไดโนเสาร์ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนถึงไดโนเสาร์ที่มีชีวิตอยู่ประมาณ 70 – 200 ล้านปีมาแล้ว มีคนขุดซากไดโนเสาร์ขึ้นมา แต่อายุไม่ใช่ประมาณล้านปีมาแล้ว ซากกระดูกไม่สามารถจะบอกถึงว่ามีอายุมานานเท่าใด หรือการถ่ายภาพซากฟอสซิลก็ไม่ได้บอกว่ารูปร่างของสัตว์เป็นเช่นไร เม

ื่อคนทั้งปวงมองถึงพิพิธภัณฑ์ พวกเขาได้รับการเผชิญกับสิ่งเก่าๆ และซากเก่าๆ ของกระดูกและซากพืชซากสัตว์อื่นๆซึ่งได้จัดวางไว้ในกล่องแก้ว สิ่งเหล่านี้ได้ประกอบไปด้วยรูปภาพที่นักศิลปะได้วาดแทนพืชหรือสัตว์ที่ควรจะเป็นในสภาพแวดล้อมที่เป็นปกติ จำได้ไหมว่า ไม่มีการขุดรูปภาพขึ้นมา แต่เป็นเพียงซากพืชซากสัตว์ และซากพืชซากสัตว์เหล่านั้นก็เป็นอยู่ในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น ในทัชมาเนีย มีเพียงหินทรายบรรจุชิ้นส่วนของกระดูกเป็นล้านๆ ชิ้นเหล่านั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงแค่นิ้วมือนักวิวัฒนาการได้วางรูปที่มุมแกะสลักเพื่อว่านักท่องเที่ยวสามารถเห็นว่าสัตว์และพืชเมื่อล้านปีมาแล้ว มีชีวิตอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นอย่างไร แต่คุณจะไม่เคยเห็นรูปภาพที่นักวิทยาศาสตร์ได้วาด รูปภาพในเรื่องราวเหล่านั้นของการลำเอียง และท้ายที่สุด มันก็เป็นอย่างที่มันเคยเป็น

เมื่อมีการบรรยายในโรงเรียนและในวิทยาลัย ผมชอบถามผู้รับฟังว่า เราสามารถจะสามารถเรียนอะไรจากซากพืชซากสัตว์ที่สะสมอยู่ ผมถามนักเรียน สัตว์และพืชทั้งหมดมีชีวิตร่วมกัน ตายด้วยกัน หรือฝังไว้ด้วยกันใช่หรือไม่ แล้วผมได้เตือนพวกเขาเพื่อทำให้แน่ใจว่า คำตอบที่พวกนักเรียนตอบผม เป็นการวิจัยให้เห็นจริงทางวิทยาศาสตร์

ในฐานะที่เขาคิดเกี่ยวกับสิ่งนี้ เขาได้เข้ามาตระหนักว่า เขาไม่ได้รู้ ถ้ากระบวนการสิ่งมีชีวิตอยู่ด้วยกัน เพราะเขาไม่เห็นว่าสิ่งนี้ได้เกิดขึ้น พวกเขาไม่รู้ถ้าขบวนการของชีวิตตายด้วยกัน เพราะเขาไม่เห็นว่าสิ่งนั้นก็เกิดขึ้นเช่นนั้น สิ่งที่เขารู้ทั้งหมดคือ พวกมันถูกฝังด้วยกัน เพราะว่าพวกมันถูกพบด้วยกัน ดังนั้น ถ้าคุณพยายามที่จะสร้างสภาวะแวดล้อม ในที่ที่ขบวนการของชีวิต เพิ่งจะเกิดขึ้นในที่ที่คุณพบ คุณก็กำลังทำผิดพลาดอย่างมหันต์ การใช้วิทยาศาสตร์อย่างถูกต้อง จำเป็นต้องเน้นในรายการศึกษาของเรา

มีหนทางเดียวที่บางคนอาจจะแน่ใจในผลสรุปเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่าง รวมถึงการกำเนิดนั้น ขึ้นอยู่กับทุกอย่างที่เขารู้ เว้นไว้แต่ว่า เขารู้ว่าทุกชิ้นส่วนเล็กๆของหลักฐานได้คงอยู่ เขาอาจจะไม่แน่ใจอย่างแท้จริงว่า ผลสรุปบางอย่างของเขาถูกต้อง เขาอาจไม่เคยรู้เลยว่า หลักฐานที่จะมีอาจจะถูกค้นพบ และสิ่งนี้อาจทำให้เขาเปลี่ยนแปลงข้อสรุปหรือไม่อย่างไร ไม่ทั้งใครอาจเคยรู้ ถ้าเขาพบประเด็นเมื่อเขามีหลักฐานทั้งหมด

นี่เป